เรื่องราวราชวงศ์จักรี
พระบรมมหาราชวัง
กรุงรัตนโกสินทร์ หรือที่รู้จักกันในนาม กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสถาปนาขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ จากนั้นมากรุงรัตนโกสินทร์เจริญรุ่งเรือง มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ มาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน เป็นเวลา ๒๓๘ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๖๓

ท่ามกลางวิวัฒนาการ และความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลาง ทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้เนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณ พระปรีชาสามารถ พระราชวิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงห่วงใยทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ทรงพัฒนาบ้านเมืองปกป้องขอบขัณฑสีมาอาณาจักร และสร้างสรรค์ความเจริญนานัปการ เพื่อประโยชน์และความรุ่งเรืองไพบูลย์เป็นปึกแผ่นมั่นคงของประเทศชาติ

ตราประจำพระบรมราชจักรีวงศ์

กรุงรัตนโกสินทร์ยืนยาวมาถึง ๒๓๘ ปี ด้วยพระบารมีแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชในพระบรมราชจักรีวงศ์ ทุกพระองค์ ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน ทรงปกแผ่พระบารมี คุ้มครองราชอาณาจักรและอาณาประชาราษฎร์ให้ร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยาวัตร เป็นที่ประจักษ์ชัด นับเป็นบุญของชาวไทยใต้เกิดมาใต้ร่มพระบารมี และผู้ที่เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ายอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๕๒)

พระนามเดิม ด้วง หรือ ทองด้วง เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระปฐมมหาชนก (ทองดี) และพระมารดา พระนามว่า หยก หรือ ดาวเรือง เสด็จพระบรมราชสมภพ เมื่อวันพุธ ที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๒๗๙ เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วันเสาร์ ที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ เสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ พระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา ทรงดำรงสิริราชสมบัติ ๒๗ ปี

ในรัชสมัยของพระองค์ทรงทำศึกสงครามป้องกันพระนครและขยายพระราชอาณาเขตหลายครั้ง ทรงจัดระเบียบสังคม ฟื้นฟู ทำนุบำรุงงานศิลปศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและพระราชประเพณีต่าง ๆ ทรงสร้างบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามทั้งในเขตพระนครและหัวเมือง โปรดให้สังคายนาพระไตรปิฎก วางระบบกฎหมาย บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และเจริญรุ่งเรือง

พุทธศักราช ๒๕๒๕ คณะรัฐมนตรีมีมติถวายพระราชสมัญญา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช” และกำหนดให้วันที่ ๖ เมษายน เป็น “วันที่ระลึกมหาจักรีวงศ์”

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
(พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๓๖๗)

ทรงทํานุบํารุงบ้านเมืองทุกด้าน โปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการต่าง ๆ สร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์เป็นเมืองหน้าด่าน เพื่อ ป้องกันข้าศึก สมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระปรีชาด้านศิลปวัฒนธรรม หลายแขนง ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีจำนวนมาก ปรากฏผลงานฝีพระหัตถ์ทางด้านศิลปะได้แก่ หุ่นพระยารักใหญ่ พระยารักน้อย ทรงแกะสลักบานประตูไม้ที่พระวิหารวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นต้น

โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะ วัดสลักใกล้พระราชวังเดิมฝั่งธนบุรี และพระราชทานนามว่า "วัดอรุณ ราชวรารามมหาวิหาร"

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔)

ทรงมีความเชี่ยวชาญใน การค้าขายกับต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะกับประเทศจีน

ในรัชกาลของพระองค์ต้องเผชิญปัญหาการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก เป็นผลให้ต้องเจรจาทำสนธิสัญญา ทางการค้ากับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในพุทธศักราช ๒๓๖๙ และ ๒๓๒๕ ตามลำดับ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง พระปรีชาในการพาณิชย์และการค้าขายกับต่างประเทศอย่างยิ่ง ทรงได้รับการยกย่องเป็น “เจ้าสัว" มาแต่ในรัชกาลที่ ๒ เป็นผลให้มี พระราชทรัพย์จำนวนมากเก็บรักษาไว้ในพระคลังข้างที่ เรียกกันต่อมาว่า “เงินถุงแดง” และเงินจำนวนนี้ได้นำมาใช้เป็นค่าปฏิกรรม สงครามในสมัยรัชกาลที่ ๕ ครั้งกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๑๒ มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โปรดให้สมณทูตออกไปเจริญสัมพันธไมตรีทางศาสนากับลังกา ทรงสร้าง และปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง กล่าวกันว่า “สมัยนี้ใครสร้างวัดก็โปรต” และโปรตให้จารึกสรรพวิชาทั้งประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ตําราการนวดและการแพทย์ไว้ตามเสาศาลารายวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) โดยรอบเปรียบดั่งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย พุทธศักราช ๒๕๕๔ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ทรงโปรดเกล้าฯ แก้นามพระนครเป็น “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินท์ มหินทอยุธยา”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) ทรงสนพระทัยในศิลป วิทยาการของตะวันตกมาก พระองค์ทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ อย่างแตกฉานทรงเข้าใจ ภาษาบาลีและภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความรู้ในวิทยาศาสตร์โดย เฉพาะดาราศาสตร์

ทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายด้วยการผ่อนปรนเพื่อรักษาความอยู่รอดของบ้านเมือง ทรงรับอารยธรรมตะวันตก แก้ไข ปรับปรุงขนบธรรมเนียมที่ล้าสมัย เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศมีอารยะ เช่น ยกเลิกธรรมเนียมการถวายฎีกาแบบเก่า พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ทรงจัดตั้งโรงกระสาปน์สิทธิการเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์แทนเงินพดด้วง และเบี้ยหอยที่ใช้กันมาแต่โบราณ ทรงทำหนังสือสัญญาพระราชไมตรีกับประเทศตะวันตก ทรงส่งราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรี กับประเทศในยุโรป ทรงสนับสนุนการศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาการสมัยใหม่ ทรงได้รับยกย่องพระเกียรติคุณเป็นพระบิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย มีพระอัฉริยภาพเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก ด้วยทรงคํานวณวันเวลาและสถานที่เกิดสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้องแม่นยํา

ทรงโปรดเกล้าฯ แก้นามพระนครเป็น “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหา ดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติย วิษณุกรรมประสิทธิ์ และใช้มาตราบจนถึงปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓)

ในรัชสมัยของพระองค์นี้ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศสยาม พระองค์ถือเป็นกษัตริย์ที่ทรงปฏิรูปสังคม ครั้งใหญ่ทรงยกเลิกระบบ ทาสและการเกณฑ์แรงงานไพร่ หันมาใช้ระบบเก็บส่วนภาษี แทน

ทรงพัฒนาประเทศในทุกด้านทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ปรับปรุงกฎหมาย การศึกษา การทหาร การสาธารณสุข โดยตั้งโรงพยาบาลแห่งแรก คือ โรงศิริราชพยาบาล และการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรเลข สร้างทางรถไฟ สายแรกระหว่างกรุงเทพฯ - นครราชสีมา เป็นผลให้บ้านเมืองก้าวหน้าเจริญถึงขีดสุด ทรงปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ยกฐานะกรมเป็นกระทรวงมีเสนาบดีประจำกระทรวงในส่วนภูมิภาคโปรดให้จัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ทรงเป็นพระราช วิเทโศบายเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก โดยเสด็จประพาสยุโรป เพื่อศึกษาและนํามาพัฒนาประเทศ เสด็จประพาสต้น โดย ทรงปลอมพระองค์อย่างสามัญชน เพื่อทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎรโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในพระบรมมหาราชวังต่อมา ขยายการศึกษาไปยังราษฎร โดยตั้งโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม และขยายไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงเลิกทาส ทรงได้รับพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘)

พระองค์ทรงอบ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดในประเทศอังกฤษ ทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบ ตะวันตก การเปลี่ยนแปลงอย่างแรกในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ คือคนไทยต้องมีนามสกุลใช้

มีพระราชดําริส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงก่อตั้ง “ดุสิตธานี” เพื่อทดลองการจัดการปกครองแบบ ประชาธิปไตย โปรดให้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พร้อมขยายงานด้านประถมศึกษา ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงจัดตั้งกองเสือป่า เพื่อฝึกหัดอบรมข้าราชการพลเรือนให้ได้รับการฝึกอบรมอย่างทหาร และกองลูกเสือ เป็นกิจการของเยาวชน ในสมัยนี้เป็นยุครุ่งเรืองของกิจการพิมพ์และหนังสือพิมพ์ ทรงส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นผลให้ได้แก้ไขสนธิสัญญา ที่ไม่เป็นธรรมกับชาติมหาอํานาจ ทรงได้รับพระราชสมัญญา “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๗)

ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อทรงเห็นว่าระบอบ ประชาธิปไตยไม่ได้ดำเนินไปตามครรลอง จึงทรงสละราชย์ “…ข้าพข้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎร โดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกลำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้โด คุณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและ โดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร
(พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๘๙)

ในรัชสมัยเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยและชาวจีน จนกลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่ย่านถนนเยาวราช ได้เสด็จประพาส สำเพ็ง ขจัดความขัดแย้งลงได้ การเสด็จฯ ตรวจพลสวนสนามของกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ณ ท้องสนามหลวง พร้อมลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทน ผู้บัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง สร้างขวัญกําลังใจแก่ พสกนิกรเป็นอย่างยิ่ง

มีพระราชดําริส่งเสริมการศึกษาของชาติ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ และ เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตและนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร
(พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๕๙)

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๕๙) พระองค์เป็น พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประเทศไทย

ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ทรงคิดค้นทางเลือกใหม่แก่เกษตรกรให้สามารถ พึ่งพาตนเองได้ เรียกว่า เกษตรทฤษฎีใหม่ พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของ ราษฎร พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริเกือบ ๕,๐๐๐ โครงการ ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม การชลประทาน ที่ดิน ป่าไม้ ประมงและปศุสัตว์ เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงตระหนักและให้ความสำคัญต่อ การศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนหลายแห่ง จัดโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม จัดทำ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และพระราชทานทุนการศึกษาแก่เยาวชน ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ บํารุงศาสนาอื่น นอกเหนือจากพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาหลัก เป็นผลให้พสกนิกรทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข นอกจากนี้ ยังทรงส่งเสริมอุปถัมภ์บํารุงงานด้านศิลปวัฒนธรรมเพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ทรงห่วงใยในสุขภาพอนามัยของประชาชน โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งหน่วยแพทย์พระราชทาน หน่วยทันตกรรมพระราชทาน จัดตั้งมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน พระราช กรณียกิจทั้งปวงเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร
(พ.ศ. ๒๕๕๙ - ปัจจุบัน)

มีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะ สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริและแนวพระราชดําริต่าง ๆ ในการบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้ประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามั่นคง มีพระบรมราโชบายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นแหล่งความรู้ทางวิชาการ ผลิตครูคุณภาพ และส่งเสริมให้ทำหน้าที่พัฒนาท้องถิ่น ทรงดำเนิน “โครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ” บําเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ทั้งได้พระราชทาน ความสุขแก่ประชาชนด้วยการพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้พระลานพระราชวังดุสิต จัดแสดงดนตรี คอนเสิร์ต เพื่อให้ประชาชน ผ่อนคลาย และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย รวมทั้งทรงปลูกฝังให้ชาวไทยยึดมั่นในความดีงาม สุจริต เที่ยงตรง ทั้งหน้าที่การงาน และการดำรงชีวิต โดยปฏิบัติธรรม สวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และ วันสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช”

©๒๐๒๐ www.rattanakosin.co จำนวนผู้เข้าชม วันนี้ 15 / ทั้งหมด 29,368